ทางออกฉุกเฉินบนรถบัสสำคัญอย่างไร รับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างไรบ้าง
- A.T.S. TRAVEL

- 8 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 8 มิ.ย.

อุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันในขณะเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถบัสขนาดใหญ่หรือรถ มินิบัสก็ตาม สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมความพร้อมและรู้วิธีรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนสถานการณ์วิกฤตให้ปลอดภัยได้ โดยเฉพาะการรู้จักตำแหน่งและการใช้งานทางออกฉุกเฉินบนรถบัส ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยชิ้นสำคัญที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้โดยสารสามารถอพยพออกจากตัวรถได้อย่างทันท่วงที และลดความเสี่ยงต่อความสูญเสียทางร่างกายและชีวิตเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น เพลิงไหม้หรือรถพลิกคว่ำ
ทางออกฉุกเฉินบนรถบัส อยู่ตรงไหนบ้าง
การสังเกตจุดหนีไฟหรือช่องทางอพยพเมื่อก้าวขึ้นสู่ตัวรถเป็นสิ่งแรกที่ผู้โดยสารพึงปฏิบัติ โดยทั่วไปจะมีสัญลักษณ์หรือป้ายไฟ "EXIT" หรือ "ทางออกฉุกเฉิน" บ่งบอกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งตำแหน่งของทางออกฉุกเฉินบนรถบัสชั้นเดียวตามมาตรฐานความปลอดภัยมักจะกระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ดังนี้
1. ประตูด้านหน้า 2 จุด

สำหรับรถบัสชั้นเดียว จุดแรกที่ผู้โดยสารคุ้นเคยและสามารถใช้เป็นทางออกฉุกเฉินบนรถบัสได้ทันทีคือบริเวณด้านหน้าตัวรถ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 จุดหลัก ได้แก่ ประตูทางขึ้นลงหลักของผู้โดยสาร และประตูฝั่งข้างพนักงานขับรถ ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน บริเวณใกล้กับประตูหลักจะมีวาล์วฉุกเฉินติดตั้งไว้ ผู้โดยสารสามารถเปิดฝาครอบและบิดสวิตช์ จากนั้นจะสามารถใช้มือผลักประตูให้เปิดออกได้
2. ประตูกลาง

รถบัสชั้นเดียวหลายรุ่นได้รับการออกแบบให้มีประตูบริเวณช่วงกลางตัวรถ ซึ่งนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการขึ้นลงในสถานการณ์ปกติแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นทางออกฉุกเฉินบนรถบัสที่สำคัญอีกจุดหนึ่ง การมีประตูกลางจะช่วยระบายผู้โดยสารที่นั่งอยู่บริเวณโซนกลางรถให้อพยพออกสู่ภายนอกได้ทันท่วงที ลดความแออัดจากการไปกระจุกตัวอยู่บริเวณทางออกด้านหน้าหรือด้านหลังเพียงอย่างเดียว โดยระบบการเปิดประตูฉุกเฉินจะใช้กลไกวาล์วเช่นเดียวกัน
3. ทางออกประตูฉุกเฉินด้านหลัง

ประตูฉุกเฉินด้านหลังถือเป็นจุดอพยพมาตรฐานที่รถโดยสารทุกคันต้องมี ตำแหน่งของทางออกฉุกเฉินบนรถบัสจุดนี้มักจะตั้งอยู่บริเวณด้านขวาค่อนไปทางท้ายรถ หรือด้านหลังสุดของตัวรถ โดยถูกออกแบบมาให้มีขนาดกว้างขวางเพียงพอต่อการหลบหนีและต้องไม่มีเบาะนั่งหรือสิ่งกีดขวางใด ๆ มาขวางทาง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ผู้โดยสารสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการปลดล็อกกลอนหรือดึงสลักนิรภัย สามารถเปิดออกได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพากุญแจ
4. ทางออกเพดานจากพัดลมดูดอากาศ 2 จุด

ในสถานการณ์วิกฤต เช่น รถเกิดการพลิกคว่ำตะแคงข้างจนประตูหรือหน้าต่างด้านข้างถูกปิดกั้น ทางออกฉุกเฉินบนรถบัสบริเวณเพดานจะเป็นทางรอดที่สำคัญที่สุด สำหรับรถบัสชั้นเดียว ช่องทางนี้จะถูกติดตั้งควบคู่ไปกับช่องพัดลมดูดอากาศหรือช่องระบายอากาศบนหลังคา โดยมีทั้งหมด 2 จุด คือบริเวณเพดานด้านหน้าและเพดานด้านหลัง ผู้โดยสารสามารถดันสลัก หมุนล็อก หรือดึงกลไกเพื่อผลักฝาครอบหลังคาออกไปด้านนอก จากนั้นสามารถเหยียบพนักพิงเบาะที่นั่งเพื่อปีนหนีออกจากตัวรถได้อย่างปลอดภัย
วิธีเอาตัวรอดหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ตั้งสติและควบคุมความตื่นตระหนก : การมีสติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพราะจะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเบียดเสียดหรือเหยียบกันเองภายในรถบัส
สำรวจหาทางออกที่ใกล้ที่สุด : มองหาป้ายสัญลักษณ์ทางออกฉุกเฉินบนรถบัส หรือป้าย EXIT ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดเพื่อเตรียมพร้อมในการเคลื่อนย้ายตัว
ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ (ค้อนทุบกระจก) : หากประตูเปิดไม่ได้ ให้มองหาค้อนทุบกระจกที่มีด้ามจับสีแดงซึ่งติดตั้งอยู่ใกล้หน้าต่างฉุกเฉิน ดึงออกจากแท่นยึดแล้วจับด้ามให้แน่น นำปลายแหลมทุบเน้นไปที่บริเวณมุมกระจกทั้ง 4 มุมเนื่องจากเป็นจุดที่เปราะบางและแตกง่ายที่สุด (ไม่ควรทุบตรงกลางกระจก) เมื่อกระจกแตกเป็นรอยแล้วให้ใช้น้ำหนักกระแทกออก และสวมรองเท้าหรือใช้เสื้อผ้าช่วยเคลียร์เศษกระจกเพื่อป้องกันการโดนบาดก่อนปีนออก
ใช้ถังดับเพลิงระงับเหตุเบื้องต้น : หากเกิดเพลิงไหม้จุดเล็ก ๆ สามารถหยิบถังดับเพลิงมาใช้งานด้วยหลักการ "ดึง ปลด กด ส่าย" โดยดึงสลักล็อก ปลดสายฉีดพ่นไปที่ฐานของกองไฟ (ไม่ฉีดที่เปลวไฟโดยตรงเพราะจะไม่ทำให้ไฟดับ) โดยยืนเว้นระยะห่างจากกองไฟประมาณ 6-8 ฟุต
สละสิ่งของสัมภาระ : ไม่ควรพะวงหรือมัวแต่ห่วงทรัพย์สินส่วนตัว ให้รีบละทิ้งสิ่งของทั้งหมดแล้วหนีออกจากตัวรถให้เร็วที่สุดเพื่อรักษาชีวิต
หากเกิดควันไฟหนาแน่นภายในตัวรถ เราควรเคลื่อนตัวไปที่ทางออกฉุกเฉินบนรถบัสอย่างไรให้รอดพ้นจากการสำลักควัน
เมื่อเกิดเพลิงไหม้และมีควันไฟหนาแน่นสะสมอยู่ภายในตัวรถ สิ่งที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอคือควันไฟและความร้อนจะลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้โดยสารจึงไม่ควรเดินตัวตรง แต่ให้ทำการก้มตัวลงต่ำหรือหมอบคลานไปกับพื้นรถ เนื่องจากบริเวณใกล้พื้นผิวจะมีปริมาณออกซิเจนที่หลงเหลืออยู่มากกว่าและมีความหนาแน่นของควันน้อยกว่า จากนั้นให้รีบเคลื่อนที่ไปยังทางออกฉุกเฉินบนรถบัสที่ใกล้ที่สุดอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการสำลักควันพิษซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหมดสติก่อนที่จะสามารถอพยพออกจากรถได้
เลือกใช้บริการบริษัทเช่ารถบัสที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ลดความเสี่ยงในการเดินทาง

เพื่อความอุ่นใจและลดความเสี่ยงตลอดทริป การเลือกผู้ให้บริการเช่ารถบัสที่ใส่ใจในความปลอดภัยและมีระบบป้องกันภัยที่ครบครันจึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางเป็นหมู่คณะและต้องการความมั่นใจในมาตรฐานการบำรุงรักษารถ รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานขับรถอย่างมีระบบ ทาง A.T.S. Travel เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล รถทุกคันมีการตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ช่วยเหลือและตำแหน่งทางออกฉุกเฉินบนรถบัสอย่างสม่ำเสมอ
หากคุณสนใจเดินทางและต้องการข้อมูลเกี่ยวกับราคารถบัสเช่า 30 ที่นั่ง หรือต้องการเช็กราคาเช่ารถบัส 40 ที่นั่ง รวมถึงการเลือกเหมารถทัวร์ราคาพิเศษ สามารถติดต่อสอบถามเราได้ที่
Tel: 02907-7801-6, 063-821-7999, 094-963-5577
LINE: @ats-abb
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอุปกรณ์และทางออกฉุกเฉินบนรถบัส
1. เราสามารถเปิดประตูทางออกฉุกเฉินของรถบัสจากทางด้านนอกตัวรถได้หรือไม่?
สามารถเปิดได้ ตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ประตูทางออกฉุกเฉินบนรถบัสจะต้องได้รับการออกแบบให้สามารถเปิดออกได้เต็มส่วนกว้างและสูง ทั้งจากระบบควบคุมภายในตัวรถและมีกลไกหรือคำอธิบายวิธีเปิดจากภายนอกตัวรถด้วยเช่นกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากภายนอกสามารถเข้าช่วยเหลือผู้โดยสารได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
2. หากเสื้อผ้าติดไฟในระหว่างที่กำลังหลบหนีออกจากรถบัส ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อดับไฟให้เร็วที่สุด?
หากเสื้อผ้าเกิดติดไฟ ให้ตั้งสติแล้วทำการล้มตัวลงนอนราบกับพื้น จากนั้นให้ใช้มือปิดหน้าและกลิ้งตัวไปมากับพื้นเพื่อให้อากาศถูกตัดขาดและไฟดับลง (หลักการ Stop, Drop, and Roll) ห้ามวิ่งเด็ดขาดเพราะกระแสลมจะยิ่งกระพือให้ไฟลุกโชนขึ้น และไม่ควรใช้มือเปล่าตบดับไฟตรง ๆ เพราะอาจทำให้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นได้
3. เมื่ออพยพออกจากตัวรถได้อย่างปลอดภัยแล้ว ควรโทรติดต่อแจ้งเหตุฉุกเฉินที่เบอร์ใดบ้าง?
เมื่ออกมาจากตัวรถและอยู่ในระยะที่ปลอดภัยแล้ว ควรรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอความช่วยเหลือทันที โดยสามารถโทรไปที่เบอร์ 191 สำหรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย หรือเบอร์ 1669 สำหรับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติในกรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือต้องการรถพยาบาลอย่างเร่งด่วน


